บทที่ 539: ไปทูลขอประทานสมรสจากเสด็จพ่อ (เปิดให้อ่านฟรีวันที่ 14 ก.พ. 69)
มู่จวินเซิ่งพูดจบแล้วก็เตรียมพร้อมจะลุกจากเตียง แต่เนื่องจากเขาขยับตัวแบบปุบปับมากเกินไป ทันทีที่เขาลุกขึ้น เขาก็โซเซจนทำให้ล้มลงบนเตียงอีกครั้ง
“ท่านแม่ทัพ!” หลัวเซียวเซียวเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายอย่างตื่นตระหนก “ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งขยับตัวไปไหนเลยเจ้าค่ะ องค์หญิงหกบอกว่าท่านโดนพิษศพ ท่านจะต้องใช้เวลารักษาตัวอีกสักระยะหนึ่งเจ้าค่ะ”
“พิษศพ?” ชายหนุ่มรู้สึกเวียนหัวมาก เขาต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น ในระหว่างการทำศึกเขาไม่เคยได้รับบาดเจ็บหนักเช่นนี้มาก่อนเลย ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบพลางหยิบหมอนอีกใบมาวางซ้อนกันให้คนบนเตียงพิงตัวได้สบายขึ้น “นอกจากนี้… ข้าเองก็ได้บอกเล่าให้ท่านแม่ฟังเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพอย่าได้กังวลไปเลย รอจนกว่าท่านจะหายดีเสียก่อน แล้วเราค่อยมาคุยกันเรื่องนี้นะเจ้าคะ”
หลังจากตกปากรับข้อเสนอของมู่จวินเซิ่ง ในวันนั้นนางก็ไปเล่าเรื่องดังกล่าวให้แม่ของตนฟัง
ผู้เป็นแม่ที่ได้ยินดังนี้ก็ดีใจมาก แล้วบอกว่านางตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว
เดิมทีหลัวเซียวเซียวรู้สึกไม่สบายใจอยู่ไม่น้อย แต่พอนางเห็นว่าทุกคนรอบตัวนางดูมีความสุขกับนางจริง ๆ นางจึงเก็บซ่อนความไม่สบายใจนั้นเอาไว้ให้ลึกสุดใจ
“จริงหรือ?” ดวงตาของมู่จวินเซิ่งเป็นประกายในขณะที่เขาถาม “เจ้าบอกเรื่องนี้กับท่านป้าแล้วหรือ?”
เมื่อหญิงสาวเห็นท่าทีไม่เชื่อถือของชายหนุ่ม นางก็รู้สึกขบขันแล้วจึงพูดหยอกล้ออีกฝ่ายว่า “ดูท่านสิ ท่านเป็นห่วงกลัวว่าข้าจะเสียใจที่ตกลงหมั้นหมายกับท่านหรือไม่?”
“ไม่ใช่” แม่ทัพหนุ่มรีบส่ายหัวปฏิเสธ แล้วกระชับมือหลัวเซียวเซียวเอาไว้แน่น “ข้าแค่อยากแต่งงานกับเจ้าให้เร็วที่สุด อยากให้เจ้าเป็นฮูหยินของข้า”
หญิงสาวหลุบตาลงเล็กน้อยและยิ้มอ่อนโยน ขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง นางก็ได้ยินเสียงแซวดังมาจากข้างหลัง
“ช่วงนี้ข้าวุ่นวายอยู่หลายวัน เป็นห่วงท่านจะเป็นจะตาย แต่ใครจะไปคิดว่าพอฟื้นขึ้นมาท่านจะแสดงความรักกับพี่สะใภ้ทันที เฮ้อ~ มีคนมาหว่านอาหารหมาให้ข้ากินแต่เช้าเลยแฮะ”
มู่ไป๋ไป่เดินกอดอกเข้ามามองมู่จวินเซิ่งกับหลัวเซียวเซียวพร้อมยกยิ้มมุมปาก “ดูจากท่าทางของพวกท่านทั้ง 2 แล้ว เราจะมีข่าวดีกันเร็ว ๆ นี้หรือไม่?”
“พวกท่านได้กำหนดวันหรือยัง? ท่านอยากให้ข้าช่วยตรงไหนหรือไม่?”
“องค์หญิง” หลัวเซียวเซียวรีบลุกขึ้นอย่างประหม่า นางรู้สึกขัดเขินกับสายตาหยอกล้อของผู้เป็นนายจนไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย “หม่อมฉันจะไปเตรียมอาหารให้ท่านแม่ทัพ พวกพระองค์คุยกันไปก่อนเถิดเพคะ”
หลังจากพูดจบนางก็รีบวิ่งหนีไป
“เซียวเซียวกลายเป็นคนหน้าบางขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” มู่ไป๋ไป่ถอนหายใจขณะที่มองตามแผ่นหลังของว่าที่พี่สะใภ้รองไป
“ไป๋ไป่…” มู่จวินเซิ่งเองก็ถอนหายใจเช่นกัน “เจ้าอย่าแกล้งเซียวเซียวนักเลย ถ้าเจ้าแกล้งนางแบบนี้อีกสัก 2-3 ครั้ง ข้าอาจจะไม่ได้แต่งงานเป็นแน่”
“โถ ๆๆ” หญิงสาวเดินไปนั่งข้างเตียงของพี่ชายคนรองก่อนจะจับมือเขามาตรวจชีพจรโดยพูดหยอกล้อเขาไปด้วย “ข้าก็อยากจะให้คนเอาคันฉ่องมาให้ท่านได้มองตัวเองสักหน่อย จะได้เห็นว่ายังไม่ทันได้แต่งกันเลยท่านก็เข้าข้างว่าที่ฮูหยินของตัวเองแล้ว”
ชายหนุ่มยกมือขึ้นแตะหน้าตัวเอง 2-3 ครั้งแล้วยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก “ข้าได้ยินเซียวเซียวบอกว่าเจ้าคอยดูแลข้ามาหลายวัน ไป๋ไป่ ลำบากเจ้าแล้ว พี่รองติดหนี้บุญคุณเจ้า”
“พี่รอง นี่ท่านจงใจใช่หรือไม่?” มู่ไป๋ไป่แสร้งทำเป็นโกรธอีกฝ่าย “ท่านมองข้าเป็นคนนอกหรืออย่างไร เราเป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือ ถ้าท่านทำแบบนี้อีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะไม่นับว่าท่านเป็นพี่รองของข้าอีกต่อไป”
“ข้าขอโทษ ข้าเพิ่งฟื้นขึ้นมา ความคิดเลยยังไม่เข้าที่เข้าทางจึงได้พูดอะไรผิดไป” มู่จวินเซิ่งรีบขอโทษน้องสาว “ไป๋ไป่อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
“เอาเถอะ” หลังจากมู่ไป๋ไป่ตรวจชีพจรพี่ชายคนรองเสร็จ เธอดึงมือตัวเองกลับมา “ชีพจรของท่านปกติดี แต่ร่างกายยังคงอ่อนแรง ช่วงนี้ท่านต้องกินของบำรุงร่างกายสักหน่อย อีก 3 วันท่านก็จะหายเอง”
“เอาล่ะ… หากพี่รองคิดว่าอยากจะทำอะไรเพื่อเป็นการชดเชย ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งใดที่ท่านจะชดเชยให้ข้าไม่ได้ เอาเป็นว่าในงานแต่งให้ข้าเป็นเพื่อนเจ้าสาวของเซียวเซียวก็พอ”
“เพื่อนเจ้าสาว?” มู่จวินเซิ่งขมวดคิ้วด้วยความสับสนกับคำพูดของน้องสาว “มันคืออะไรหรือ?”
“เพื่อนเจ้าสาวก็คือคนที่ส่งเจ้าสาวในงานแต่งของนาง เราจะคอยเฝ้าประตูเจ้าสาว” มู่ไป๋ไป่อธิบายให้ผู้เป็นพี่ชายฟัง “ตามปกติแล้วเพื่อนเจ้าสาวนี้มักจะเป็นสหายที่สนิทที่สุดของเจ้าสาว”
“มีอะไรแบบนี้ด้วยหรือ?” แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ “ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อนล่ะ?”
“เอ่อ…” หญิงสาวกลอกตาซ้ายขวา ในขณะที่เธอพูดโกหกโดยที่ไม่เปลี่ยนสีหน้า “เพราะนี่ไม่ใช่ขนบธรรมเนียมในเมืองหลวง แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในหุบเขาหมอเทวดา”
“เซียวเซียวกับข้าตกลงกันเอาไว้ก่อนแล้วว่า หากเราคนใดคนหนึ่งแต่งงาน เราจะทำตามธรรมเนียมของหุบเขาหมอเทวดา พี่รอง หากท่านไม่เชื่อท่านก็ไปถามเซียวเซียวดูสิ”
“พี่รองเชื่อเจ้า” มู่จวินเซิ่งยิ้มกว้างขับให้ใบหน้าของเขาดูสว่างสดใสขึ้น “เจ้าอยากทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่สำหรับเซียวเซียว รอให้ข้ายื่นฎีกาพระราชทานสมรสกับเสด็จพ่อให้เรียบร้อยก่อน พอข้ามาคิดดูอีกที ข้าใจร้อนมากเกินไปจริง ๆ ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว ข้าจะต้องยื่นฎีกาขอให้เสด็จพ่อประทานสมรสให้เสียก่อน”
“ไป๋ไป่ เมื่อถึงเวลานั้นข้าคงต้องขอให้เจ้าช่วยพูดถึงเซียวเซียวต่อหน้าเสด็จพ่อสัก 2-3 ประโยค ข้ากลัวว่า…”
ชายหนุ่มกลัวว่ามู่เทียนฉงจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากภูมิหลังของหลัวเซียวเซียว
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นองค์ชายรองและเป็นแม่ทัพใหญ่ การแต่งงานของเขานั้นทุกคนในราชสำนักมากมายต่างเฝ้าจับตาดู
“ท่านอย่ากังวลไปเลย” มู่ไป๋ไป่เข้าใจทันทีว่าพี่ชายของตนกำลังกังวลเรื่องอะไร เธอจึงตบไหล่ปลอบอีกฝ่ายว่า “ครั้งนี้พวกเราได้ช่วยท่านพ่อทำลายอาคม พี่รอง ท่านก็ใช้โอกาสนี้ขอความเมตตาจากท่านพ่อ ท่านพ่อจะต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เซียวเซียวก็ได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในวังหลวง ดังนั้นท่านพ่อจะไม่ทำอะไรนางแน่”
พอมู่จวินเซิ่งได้ยินสิ่งที่น้องสาวพูด เขาก็รู้สึกโล่งใจมากขึ้น
หลังจากที่ 2 พี่น้องตระกูลมู่คุยกันไปได้สักพัก หลัวเซียวเซียวก็กลับมาที่ห้องพร้อมกับถาดอาหาร มู่ไป๋ไป่จึงลุกขึ้นกล่าวคำอำลา จากนั้นก็เดินออกจากห้องทิ้งให้ทั้งคู่อยู่กันเพียงลำพัง
หญิงสาวเดินเอามือไพล่หลังออกมาที่ลานบ้านอย่างมีความสุข เธอคิดเอาไว้ว่าจะไปดื่มชากับเซียวถังถังและอวี้หวานหว่านสักหน่อย เสร็จแล้วค่อยกลับไปที่ตำหนักอวี๋ชิงเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ
ในช่วงนี้มู่เทียนฉงได้ส่งทหารรักษาพระองค์มาแจ้งเธออยู่หลายครั้ง เขาหวังให้เธอรีบกลับเข้าวังหลวงให้เร็วที่สุด แต่เธอก็ยังยืนกรานว่าจะคอยอยู่รักษามู่จวินเซิ่งจนกว่าเขาจะฟื้นกลับมาแข็งแรงดีดังเดิม
ขณะนี้มู่ไป๋ไป่กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวังหลวงจนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีคนปรากฏตัวอยู่ใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล พอเธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เธอก็เผชิญหน้ากับคนผู้นั้นแล้ว
“ท่านอีกแล้วหรือ?” หญิงสาวจ้องร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าสักครู่แล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน “อ๋องเซียว ดูเหมือนว่าช่วงนี้ท่านจะว่างมากเลยนะเพคะ ถึงได้มาที่จวนแม่ทัพไม่เว้นเลยสักวัน”
วันนี้เซียวถังอี้สวมชุดคลุมผ้าไหมสีขาวที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตซึ่งเข้าคู่กับชุดสีขาวของมู่ไป๋ไป่
“ข้าได้ยินมาว่าองค์ชายรองฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเรียบ
“ใช่” สีหน้าของมู่ไป๋ไป่ดูดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเอ่ยถึงมู่จวินเซิ่ง “พี่รองเพิ่งฟื้น เขากำลังคุยกับเซียวเซียวอยู่ หากท่านต้องการไปเยี่ยมพี่รองของข้า ขอให้ท่านรอสักครู่ ในเวลานี้อย่าได้ไปรบกวนพวกเขา 2 คนเลย”
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อพบเขา” เซียวถังอี้พูดพร้อมกับยิ้มมุมปาก แต่นั่นก็ทำให้หญิงสาวตกตะลึงกับคำพูดของเขาจนเกือบจะหลุดปากถามเขาไปว่า ถ้าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาเยี่ยมพี่ชายคนรอง แล้วเขามาที่นี่เพื่อพบใคร?
แต่ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้น เธอก็สบเข้ากับดวงตาเป็นประกายของร่างสูงที่อยู่ภายใต้หน้ากากเงิน
นั่นทำให้หัวใจของมู่ไป๋ไป่เต้นผิดจังหวะอย่างกะทันหัน เธอกัดปากแน่นและแอบก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ
--------------------------------------------------
พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ดีใจแทนพี่รองเลย หวังว่าจะไม่หักมุมนะ
แสดงความคิดเห็น